ย้อนรอย การสูญพันธุ์ 5 ครั้งยิ่งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตบนโลก

หากเอ่ยถึงการสูญพันธ์ครั้งใหญ่บนโลกใบนี้เชื่อว่าทุกคนคงนึกถึงการสูญพันธ์จากเหตุอุกกาบาตพุ่งชนโลก เมื่อ 65 ล้านปีก่อน แต่อันที่จริงแล้วจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ศึกษาสภาพอากาศจากชั้นน้ำแข็งขั้วโลก เทียบกับอายุฟอสซิลสิ่งมีชีวิตดำดำบรรพ์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าโลกของเรา ผ่านช่วงเวลาสิ่งมีชีวิตสูญพันธ์ครั้งใหญ่ มากถึง 5 ครั้งเลยทีเดียว เรามาดูกันว่าแต่ละครั้งนั้นโลกเราสูญสิ่งมีชีวิตไปมากเท่าไหร่
ครั้งที่ 1 เมื่อ 440 ล้านปีก่อน
การสูญพันธุ์ครั้งแรก เกิดขึ้นในยุคออร์โดวิเชี่ยนเมื่อ 440 ล้านปีที่ผ่านมา สิ่งมีชีวิตในยุคนี้เริ่มมีพัฒนาการให้มีกระดูกสันหลังมากขึ้น แต่ทว่าการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ รวมทั้งการลดลงของระดับอ็อกซิเจนในน้ำทำให้สิ่งมีชีวิตราว 85 เปอร์เซ็นต์สูญพันธ์ไปจากโลก
ครั้งที่ 2 เมื่อ 375 ล้านปีก่อน
95 ล้านปีต่อมา การสูญพันธ์ครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งในยุคดีโวเนี่ยน (Devonian) หรือเมื่อประมาณ 375 ล้านปีมาแล้ว ในยุคนี้สิ่งมีชีวิตเริ่มกลับมามีวิวัฒนาการ แต่ก็ต้องสูญพันธ์ไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์อีกครั้ง จากเหตุการณ์วิกฤตอ็อกซิเจนในน้ำ และอุณหภูมิของโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนสาเหตุนั้นคาดการณ์กันว่า อาจเกิดจากภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ก็เป็นได้
ครั้งที่ 3 เมื่อ 250 ล้านปีก่อน
ประมาณ 125 ล้านปีต่อมา การสูญพันธุ์ครั้งที่ 3 “The Great Dying” เกิดในยุคเพอร์เมี่ยน ช่วงปลายมหายุคพาลิโอโซอิค (Paleozoic Era) หรือเมื่อ 250 ล้านปีก่อน เกิดการสูญพันธ์มากที่สุด ราว 96 เปอร์เซ็นต์ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเกิดจาก อุกกาบาตพุ่งชนโลก เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบเฉียบพลัน เกิดก๊าซมีเทนและหินหลอมเหลวกระจายอยู่ทั่วโลก จนแทบไม่เหลือสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออีกเลย ยกเว้นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สามารถปรับตัวให้กับเข้าสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยก๊าซมีเทนในท้องทะเลได้
ครั้งที่ 4 เมื่อ 200 ล้านปีก่อน
อีก 50 ล้านปีต่อมาก ในยุคไตรแอสสิคถึงยุคจูแรสสิค หรือเมื่อประมาณ 200 ล้านปีก่อน ระหว่างปลายยุคไตรแอสสิค (Triassic) ต่อยุคจูแรสสิค (Jurassic) ในมหายุคมีโซโซอิค เกิดภูเขาไฟระเบิด และหินหลอมเหลวไหลออกมาท่วมโลก เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศครั้งใหญ่ สิ่งมีชีวิตสูญพันธ์ราว 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 3 ครั้งก่อนหน้านี้ถือว่ามีสิ่งมีชีวิตรอดพอที่จะวิวัฒนาการต่อไปได้
ครั้งที่ 5 เมื่อ 65 ล้านปีก่อน
135 ล้านปีต่อมา เกิดการสูญพันธ์สุดครั้งที่ 5 ในยุคครีเทเชียส หรือเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ระหว่างยุคครีเทเชียส ในมหายุคมีโซโซอิค ต่อกับยุคเทอร์เชียรี่ ในมหายุคซีโนโซอิค เกิดเหตุการณ์ที่เรารู้จักกันดีคือ อุกกาบาตพุ่งชนโลก ทำให้เหล่าไดโนเสาร์ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ และพืชพันธุ์ กว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ล้มหายตายไปจากโลก
เป็นที่สังเกตกันว่าด้วยระยะเวลาห่างจากเหตุการณ์สูญพันธ์ครั้งที่ 4 ยาวนานถึง 135 ล้านป๊ ซึ่งมากพอให้สิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการจนมีความหลากหลายทางชีวภาพ เปลือกโลกที่เริ่มนิ่งขึ้น ภูเขาไฟไม่ระเบิดรุนแรงเหมือนยุคที่ผ่านมา หากไม่เกิดเหตุการณ์อุกกาบาตขนาดใหญ่ตกใส่โลก เหล่าไดโนเสาร์อาจะเหลือรอดจนถึงยุคปัจจุบันก็เป็นได้
ดังนั้นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เป็นกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์สูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในโลกครั้งที่ 6 ที่อาจเกิดขึ้น มีอยู่ 2 เหตุการณ์คือ สภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง จนสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้
อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ อุกกาบาตพุ่งชนโลก เหมือนในอดีตเมื่อ 65 ล้านปีก่อน แต่สำหรับเหตุการณ์อุกกาบาตนั้นองค์การอวกาศในประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันเฝ้าสำรวจเหตุการณ์ท้องฟ้า ค้นหาเทหะวัตถุที่อาจะเป็นอันตรายต่อโลก แต่ก็ยังไม่พบหรือมีแนวโน้มจะพบภัยคุกคามจากห้วงอวกาศในอีกร้อยปีข้างหน้า
ดังนั้นจึงเหลือแต่การเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมของโลกที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ในปัจจุบันที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด
#readspread